เพื่อนเอ๋ย

ในช่วงชีวิตของเรา ได้พบผู้คนมามากมาย บางคนพบแล้วก็ผ่านไป บางคนได้ใช้ชีวิตร่วมกันอยู่เป็นระยะเวลานาน มีความสนิทสนมกัน แม้จากกันไปไกลก็ยังได้กลับมาพบกันอีก นับได้ว่าเป็นเพื่อนกัน เราจะจัดแบ่งได้ กลุ่ม เช่น เพื่อนวัยเด็ก เพื่อนเล่นกันแถวบ้าน เพื่อเรียนที่เรียนร่วมกันในโรงเรียนชั้นต้น ในชั้นปลาย ในมหาวิทยาลัย เพื่อนที่พบและทำงานร่วมกัน ตามหน่วยงานต่างๆ จนเกษียณอายุ และเพื่อนที่พบกันในวัยชราจากการเดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ
เพื่อนในวัยเด็ก ถ้ายังคงติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน นับได้ว่าเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมากที่สุด ผ่านเรื่องราวมาด้วยกันมากมาย พูดคุย ถกเถียงกัน และวิวาทกันบ้าง แต่ยังรักกันเหมือนเดิม แม้ไม่มากนัก เนื่องจากอยู่ห่างไกลกัน ไม่ได้พบกันบ่อย มีเพียงความคิดถึง
เพื่อนในวัยเรียน เมื่อแยกย้ายกันไป ถ้ายังจำกันได้ และเจอะเจอกัน ก็ทักทาย ถามสารทุกข์สุขกัน คุยกันถึงเรื่องเก่าๆ ที่มีความสุข อาจจะมีบางวันที่กลับมาพบกันอีก ทำให้มีความสุขในยามที่เคยอยู่ร่วมกัน จะสองปี ห้าปี หรือสิบปี ก็นับเป็นเพื่อนกันทั้งหมด
เพื่อนในตอนทำงาน บางคนเมื่อแยกย้ายกันไป ก็ลืมกัน บางคนที่มีประสพการณ์การทำงานที่น่าระลึกถึง ก็จะจำกันได้ดี ว่าได้ผ่านอุปสรรคมาด้วยกัน เพื่อนที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ก็จะคิดถึงกันอยู่บ่อยๆ บ้างก็ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ นัยว่าบุญคุณไม่มีลืมเลือน
เพื่อนในวัยชรา เมื่อพบหากันด้วยมีจิตใจที่คล้ายกัน สนใจเรื่องเดียวกัน มีกิจกรรมร่วมกัน วัยนี้เป็นวัยที่กำลังจะลาจาก โรคภัยไข้เจ็บเริ่มมาเยือน เพื่อนที่ใกล้ชิด เริ่มพิจารณาถึงตัวเอง เมื่อยังไม่ถึงเวลา ก็จงทำให้ตัวเองมีสติ มีจิตใจที่แจ่มใส ไม่ทุกข์ไปตามเพื่อนที่เจ็บป่วย เพราะนั้นเป็นทุกข์ทางกาย ถ้าเราเป็นทุกข์เพราะห่วงเพื่อน นี่จะเป็นทุกข์ทางใจ
ทุกข์ทางกาย ทุกคนต้องประสพ เมื่อเป็นแล้ว อย่าทำให้จิตใจต้องเป็นทุกข์ด้วย ความเจ็บไข้ได้ป่วย จะมีมาก่อนที่เราจะลาจากโลกนี้ไป เป็นความจริงแท้ในโลก ไม่มีเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราจึงไม่ควรกลัว ที่จะเจ็บ และตาย
ระลึกไว้เสมอว่า เรามาเยือนโลกนี้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และเรากำลังจะจากไป เราพร้อมที่จะจากไปได้ทุกขณะ เราทำกิจของเราเสร็จสิ้นลงแล้ว

๓๐มกราคม๒๕๖๙ คิดถึงเพื่อนๆ เพราะถึงวัยของเรา เพื่อนใหม่ๆ แทบจะหาได้ยากขึ้น ในสังคมเมืองขณะนี้ ภัยอันตรายจากมิจฉาชีพ มีกันมาทุกรูปแบบ หากจะไม่ระวังป้องกันไว้ ก็จะเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์สินเงินทองได้ง่าย และอาจจะถึงชีวิตและร่างกายอีกด้วย ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง การทำมาหากินลำบากยาก ทุนใหญ่ๆ มักจะดูดทรัพยากรและส่วนต่างระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคไปเป็นจำนวนที่สูง จนทำให้เกิดความลำบากทั้งกับผู้ผลิต ผู้บริโภค และแรงงานที่หาเลี้ยงชีพทุกรูปแบบ ปัญหาเหล่านี้คือความไม่เป็นธรรมในสังคม ที่แก้แสนยาก เพราะผู้คุมอำนาจมักจะเป็นฝ่ายนายทุน การแก้ไขแต่ละครั้ง เหมือนกับการแบ่งเศษอาหารให้กับชนชั้นแรงงาน เพื่อที่จะได้เงียบลงสักชั่วขณะ และก็เริ่มการขูดรีดในช่วงต่อไป ด้วยวิธีใหม่ มีบ้างไหมที่จะยินยอมรับส่วนกำไรในสัดส่วนที่เป็นธรรม หรือส่วนเกินเหล่านี้ ต้องนำไปจ่ายแจกให้กับผู้ที่ให้ความสะดวกในการขูดรีด บุคคลผู้รับเศษส่วยเหล่านี้ จิตใจทำด้วยอะไร อยากรู้นัก รู้ทั้งรู้ว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการขูดรีดประชาชน แต่ยังรับไปใช้จ่ายในครอบครัวอย่างหน้าตาเฉย ไม่รู้สึกตะขวิดตะขวงในใจเลยสักนิดหรือ ช่างเป็นชนในเมืองพุทธศาสนาเสียนี่กระไร

Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *